นโยบายสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ(LGBT)ในสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดี บารัค โอบามาและประธานาธิบดี โดนัลด์
ทรัมป์
LGBT
Rights Policies in the United States during Years of President Barack Obama and
President Donald Trump
บทที่๑
บทนำ
ที่มาและความสำคัญ
เพศและความเหลื่อมล้ำทางสิทธิเสรีภาพและการใช้ชีวิตในสังคมเป็นเรื่องที่มาการเรียกร้องมาโดยตลอดโดยเฉพาะกลุ่มของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศหรือLGBTมีอยู่ในทุกประเทศไม่เว้นแต่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่การออกกฎหมายเพื่อความเท่าเทียมทางสังคม
การเมือง กฎหมายการสมรสในบางมลรัฐได้ให้กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถสมรถกันได้และในบรรดาประเทศที่มีปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย
สหรัฐอเมริกาที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่ให้ความเป็นอิสระและเสรีภาพของประชาชนมากที่สุด
ตามหลักรัฐธรรมนูญ แต่ความเป็นจริงสิทธิและเสรีภาพของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศก็ยังขึ้นอยู่กับนโยบายของประธานาธิบดีซึ่งมีผู้แทนจากสองพรรคการเมืองคือ
พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายและรูปแบบทางเศรษฐกิจ
สังคมและรวมถึงนโยบายด้านสิทธิเสรีภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกด้วยเช่น
ในสมัยของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้บุคคลข้ามเพศสามารถสมรสและเข้ารับใช้ชาติในกองทัพสหรัฐอเมริกาได้
ซึ่งสวนทางกับนโยบายของประธานาธิบดีคนปัจจุบันอย่างโดนัลด์ ทรัมป์
ที่มีนโยบายกีดกันคนข้ามเพศไม่ให้เข้ารับใช้ชาติในกองทัพทหารอเมริกา ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย
ทั้งนักเรียกร้องสิทธิมนุษยชนเกย์กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ
ทำให้เกิดความวุ่นวายอยู่ไม่น้อยในสหรัฐอเมริกา เป็นที่มาให้เกิดความสงสัยที่ว่าทำไมโดนัลด์
ทรัมป์จึงออกนโยบายกีดกันคนข้ามเพศไม่ให้รับราชการทหารโดย โดนัลด์ ทรัมป์ได้ให้เหตุผลว่าใช้ในการมาตรการกีดกันดังกล่าวคือเป็นไปเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายทางด้านการแพทย์
รวมถึงสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกองทัพ
ด้านกลุ่มพิทักษ์สิทธิเพื่อความหลากหลายทางเพศโจมตีท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในสมัยของ
โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็นการกระทำที่เลือกปฏิบัติและมีคติทางเพศต่อกลุ่ม
LGBTQ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ได้อ้างว่ากลุ่มบุคคลข้ามเพศได้สร้างภาระทางการเงินให้กับกองทัพทหารอเมริกาเป็นอย่างมาก
แต่ยังมีเหตุผลอื่นๆที่ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ออกนโยบายนี้หรือไม่ นอกเหนือจากเหตุผลทางด้านการเงินของกองทัพ
เนื่องด้วยในสมัยของประธานาธิบดีบารัคโอบามาได้มี นโยบายให้กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถเข้ารับราชการทหารได้และทำให้บารัคโอบามาก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นด้วยจากนโยบายส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศนี้[2] ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ก็ได้ออกนโยบายที่มีการลิดรอนสิทธิคนข้ามเพศอยู่มากเช่นกันแต่กลับยังได้รับความนิยมอยู่ถึงแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการและนักสิทธิมนุษยชน
จึงนำไปสู่การศึกษาว่าในสมัยของประธานาธิบดีบารัค
โอบามาและสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์
ทรัมป์มีอุดมการณ์ที่ทำให้ออกนโยบายเกี่ยวกับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างไร
วัตถุประสงค์
เพื่อศึกษานโยบายสิทธิที่ได้รับการส่งเสริมและกีดกันของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในสหรัฐอเมริกาในสมัยของประธานาธิบดี
บารัคโอบามาถึงโดนัลด์ทรัมป์
วิธีดำเนินการศึกษา
การศึกษาเกี่ยวกับ “นโยบายสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศในสหรัฐอเมริกาในสมัยของประธานาธิบดี
บารัคโอบามาถึงโดนัลด์ทรัมป์” จะเป็นรูปแบบการศึกษาค้นคว้าการศึกษาเชิงคุณภาพ
โดยมีการใช้ระเบียบวิธีการทางประวัติศาสตร์ โดยมีขั้นตอน ดังนี้
1.ขั้นตอนการศึกษาและรวบรวมข้อมูล
1.1 ศึกษาผ่านจากเว็บไซต์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการส่งเสริมและกีดกันหรือส่งเสริมบุคคลข้ามเพศอเมริกา
1.2
ศึกษาและรวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ข่าว บทความ งานวิจัยต่างๆ
ที่ให้ข้อมูลความรู้ด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่เกี่ยวข้องกับนโยบายส่งเสริมและกีดกันบุคคลข้ามเพศในอเมริกา
2.ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล
ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลตามขอบเขตด้านเนื้อหาที่กำหนดไว้
3.ขั้นสรุปผลอภิปรายและข้อเสนอแนะ
นำข้อมูลมาเรียบเรียง
เพื่อการนำไปเสนอผลการศึกษาค้นคว้า
4.ขั้นนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้า
เสนอผลงานการศึกษาค้นคว้าด้วยวิธีการเขียนพรรณนาวิเคราะห์
ทบทวนวรรณกรรม
ชิษณุพงศ์ นิธิวนาและ วรรณภา
ลีระศิริ
การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของผู้มีความหลากหลายทางเพศในสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดีบารัค
โอบามา (ค.ศ.๒๐๐๙-๒๐๑๗)
บทความวิจัยฉบับนี้เป็นการสำรวจการส่งเสริมสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดีบารัค
โอบามา (ค.ศ. ๒๐๐๙-๒๐๑๗)มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่าประธานาธิบดีโอบามาได้ดำเนินการนโยบายใดบ้างทั้งในระดับชาติและนานาชาติ
ผลการศึกษาพบว่าในสมัยของประธานาธิบดีโอบามามีการผลักดันกฎหมายที่เป็นการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศในระดับรัฐบาลกลางหลายฉบับ
รวมถึงการขจัดการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน
และมีการผลักดันเรื่องการส่งเสริมสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศในเวทีนานาชาติ
อย่างไรก็ดี อาจมองได้ว่าการผลักประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนของผู้มีความหลากหลายทางเพศในระดับระหว่างประเทศเป็นการกระทำเพื่อกลบเกลื่อนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในด้านอื่นของสหรัฐอเมริกา
BBC
THAI,สหรัฐฯ ประกาศห้ามบุคคลข้ามเพศรับราชการทหาร
ข่าวที่ออกมาหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ออกนโยบายประเด็นห้ามให้บุคคลข้ามเพศเข้ารับราชการทหารซึ่งสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อและองค์กรเป็นอย่างมากถึงนโยบายดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ทันสมัยและสามารถเข้าถึงได้และน่าเชื่อถือจากการเป็นสำนักข่าวระดับโลก
FOR TRUMP, LGBT RIGHTS ARE FOREIGN POLICY, NOT A DOMESTIC CONCERN The president pledged to protect LGBT people,
but instead has infringed on their rights domestically.JARED KELLERJUN 12, 2019
การประชุมวิชาการสาขานิติศาสตร์ระดับชาติครั้งที่
1 หัวข้อ “ระบบกฎหมายไทย : ปฏิรูป /
เปลี่ยนผ่าน/ ปฏิสงขรณ ั ์”วันที่ 8 มิถุนายน 2561
โรงแรมแคนทารีฮิลล์จังหวัดเชียงใหม่จัดโดย คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
“ความเสมอภาคในการสมรสของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย
,ริญญาภัทร์ณ สงขลา”
คําพิพากษารับรองสิทธิในการสมรสของบุคคลเพศเดียวกันเมื่อวันศุกร์ที่
26 มิถุนายน 2558ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเป็นประเทศที่ 21
ของโลกที่มีกฎหมายรับรองให้บุคคลที่มีเพศเดียวกันสมรสกันได้
เป็นงานวิชาการที่กล่าวถึงการสมรสระหว่างเพศเดียวกันในสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดี
บารัคโอบามา
การออกนโยบายเพื่อสิทธิและเสรีภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศในสหรัฐอเมริกา
การเรียกร้องสิทธิของกลุ่มคนรักเพศเดียวกันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่
1โดยมี Germany’s
Scientific Humanitarian Committee ที่ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1897 ในเมืองเบอร์ลิน
ประเทศเยอรมนี
เป็นองค์กรส่งเสริมสิทธิของเกย์องค์กรแรกของโลกที่ดำเนินการเพื่อเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน
องค์กรดังกล่าวถูกนาซีสั่งปิดในปีค.ศ. 1933 ส่วน
ผู้มีความหลากหลายทางเพศในยุโรปถูกจับและส่งตัวไปยังค่ายกักกันของนาซี
ความโหดร้ายทารุณที่นาซีมีต่อกลุ่มเกย์เป็นที่รับรู้เป็นการทั่วไปแต่ประเด็นเรื่องสิทธิของเกย์รวมถึงบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศก็ยังคงไม่ได้เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเมื่อเทียบกับประเด็นอื่นๆ
ในทศวรรษที่ 1950-1960 เกิดขบวนการเรียกร้องสิทธิของกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ
ขึ้นในสหรัฐอเมริกา เรียกว่า Homophile Movement โดยกลุ่มที่เรียกว่าMattachine
Society ในเมืองลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย และ The
Daughters of Bilitis ในเมืองซาน ฟรานซิสโก
กิจกรรมของกระบวนการเคลื่อนไหวนี้ส่วนใหญ่อยู่ในระดับท้องถิ่นเรียกร้องให้มีการสร้างบริบททางสังคมที่ปลอดภัย
การขจัดการเลือกปฏิบัติในที่ทำงานและที่พักอาศัย
และส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ กฎหมาย และอาชีพอื่นๆ
มีทัศนคติที่มีความเห็นใจต่อคนรักเพศเดียวกันมากขึ้น [3] กิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในสหรัฐอเมริกาปะทุขึ้นหลักจากเกิดเหตุการณ์จลาจลที่บาร์ชื่อสโตนวอลล์
ในนครนิวยอร์คในปี ค.ศ. 1969 น าโดยกลุ่มNew York’s Gay Liberation (GLF) การดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม GLF ที่ไม่ได้เน้นการสร้างความเข้าใจ
แต่ต้องการพังทลายโครงสร้างทางสังคมชายเป็นใหญ่แบบอนุรักษ์นิยม เป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะก้าวร้าว
ที่วิพากษ์วิจารณ์ค่านิยมกระแสหลัก ต้องการปฏิวัติสังคม เพื่อหยุดการกีดกันกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ถูกเบียดขับไปเป็นคนชายขอบของสังคม
ขบวนการเคลื่อนไหว นี้นำกลุ่มการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของกลุ่ม บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศLGBTQ จากการเรียกร้องสิทธิเชิงลบ คือการเรียกร้องให้หยุดการกีดกันทางกฎหมาย
ไปสู่การเรียกร้องสิทธิเชิงบวก คือการให้สิทธิพลเมืองและกลุ่มคนรักเพศเดียวกันเช่น
การให้ความคุ้มครองทางกฎหมายจากการเลือกปฏิบัติ[4]
และการรับรองสถานะตามกฎหมายของความสัมพันธ์ของคนเพศเดียวกัน ทำให้เกิดการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของกลุ่มคนข้ามเพศในสหรัฐอเมริกาและได้รับการตอบรับทั้งในทางที่สนับสนุนและกีดกันมาโยตลอดเช่นเดียวกันในสมัยของประธานาธิบดี
จอร์จ ดับเบิลยู บุช มีการคัดค้านการยอมรับกฎหมายการสมรสระหว่าเพศเดียวกันอย่าเด็ดขาดแต่กลับมีนโยบายที่ให้ชายหญิงอยู่กันกินกันโดยไม่ต้องจดทะเบียนสมรส
แต่ถึงอย่างไรในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช
ถึงแม้จะมีการคัดค้านการจดทะเบียนสมรสระหว่างเพศเดียวกันแต่จอร์จ ดับเบิลยู
บุชก็เป็นประธานาธิบดีคนแรกจากพรรครีพับลิกันที่ได้แต่งตั้งให้เกย์เป็นหนึ่งในคณะบริหารงานแผ่นดินของเขาอย่างเปิดเผย (สก็อต เอเวิร์ตซ
ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมนโยบายโรคเอดส์แห่งชาติ)
และเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ประสบความสำเร็จจากการแต่งตั้งนายไมเคิล อี. เกสต์
ที่เป็นเกย์ให้เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำโรมาเนียอย่างเปิดเผยต่อมาในสมัยของประธานาธิบดิ
บารัค โอบามาก็มีการออกนโยบายและนำเนินนโยบายที่ส่งเสริมบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศออกมาเป็นอย่างมากในหลากหลายประเด็นที่มีการเรียกร้องสิทธิกันมาอย่างยาวนาน
นโยบายเกี่ยวกับคนข้ามเพศในสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดีบารัคโอบามา
บารัคโอบามา ประธานาธิบดีคนที่
๔๔ ของสหรัฐอเมริกา (ค.ศ.๒๐๐๙-๒๐๑๗) ประธานาธิบดีบารัคโอบามาเป็นประธานาธิบดีที่ถือได้ว่าเป็นประธานาธิบดีที่มีความคิดนโยบายหัวก้าวหน้ามาที่สุดในสหรัฐอเมริกาคนหนึ่งเนื่องจากมีการผลักดันนโยบายที่ส่งเสริมความเท่าเทียมทางสิทธิมนุษยชนของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายที่ดำรงตำแหน่งโดยได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีถึงสองสมัยจึงสามารถแบ่งช่วงเวลาออกเป็นสองช่วงคือ
ช่วงสมัยที่๑ (ค.ศ.๒๐๐๙-๒๐๑๒)และสมัยที่๒(ค.ศ.๒๐๑๓-๒๐๑๗) โดยสิ่งหนึ่งที่บารัคโอบามาได้ทำคือการประกาศยกเลิกนโยบายไม่ถามไม่พูดDon’t
Ask,Don’t Tell ใน วันที่ ๒๒ธันวาคม ค.ศ. ๒๐๑๐
และมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๒๐กรกฎาคม ค.ศ. ๒๐๑๑ยอมรับให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ
ทั้งเกย์เลสเบี้ยน คนรักสองเพศสามารถรับราชการทหารได้อย่างเปิดเผย
โดยก่อนหน้านั้นนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีบิล คลินตันในปี ค.ศ.
๑๙๙๓
ที่ป้องกันการเลือกปฏิบัติกลุ่มความหลากหลายทางเพศหรือเกย์เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศได้เข้ารับราชการในกองทัพ
แต่ในทางตรงกันข้ามนโยบายดังกล่าวกับกระทบต่อทหารที่เปิดเผยว่าตนเป็นเกย์อย่างเต็มตัว
ดังนั้นทหารจึงไม่ควรเปิดเผยตนเองหากไม่มีคนถาม
ทำให้บุคลากรในกองทัพต้องเก็บกดอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองไว้เนื่องจากกองทัพมีทัศนะที่เป็นลบอย่างมากต่อกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ
นอกจากนโยบายที่ส่งเสริมในกลุ่มบุคคลข้ามเพศได้รับราชการทหารแล้วนั้นในปีค.ศ.๒๐๑๕ช่วงสมัยที่สองของรัฐบาลบารัคโอบามายังได้มี่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องของการจดทะเบียนสมรสระหว่างเพศเดียวกันที่มีการเรียกร้องสิทธิในการสมรสมาตั้งแต่สมัยแรกของบารัคโอบามา
และในสมัยที่๒นี้เองที่นโยบายผลักดันการจดทะเบียนสมรสระหว่าเพศเดียวกันประสบความสำเร็จถือเป็นผลงานชื้นสำคัญของรัฐบาลเนื่องจากการออกกฎหมายให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถจดทะเบียนได้เป็นการเรียกร้องที่ยาวนานและทำให้สหรัฐเป็นประเทศที่เปิดกว้างทางสิทธิอิสระทางเพศอย่างแท้จริง[5]
ถึงแม้ว่าในสมัยของประธานาธิบดีบารัค
โอบามาจะมีการส่งเสริมนโยบายสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอยู่มากแน่นั้นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารประเทศและจากการทำงานในส่วนดังกล่าวในสมัยแรกของบารัคก็ทำให้คะแนนความนิยมลดลงไปมากเนื่องจากการที่เน้นนโยบายทางสิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมาเกินไปจึงทำให้กลุ่มที่มีหัวความคิดอนุรักษ์นิยมได้เห็นด้วยมากนักกับการมุ่งเน้นโยบายทางสิทธิมากไปกว่าทางเศรษฐกิจหรือทางการทหารเป็นต้น
แต่ในสมัยที่สองของบารัคโอบามาก็ผลักดันนโยบายการสมรสระหว่างเพศเดียวกันจนสำเร็จและถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของชาวLGBTในสหรัฐอเมริกาและบารัคเองก็พยายามมุ่งเน้นนโยบายทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นด้วย
ในส่วนของกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้นแม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมสิทธิจากประธานาธิบดีโอบามาอย่างชัดเจน
อย่างเป็นทางการในรูปแบบของ นโยบาย กฎหมาย และในรูปแบบอื่นๆ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากลุ่ม บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศจะกลายเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งทางการเมือง
ในทางตรงกันข้ามกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศยังคงต้องต่อสู้เพื่อสิทธิด้านอื่นๆ
ทั้งในระดับรัฐและระดับรัฐบาลกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในสมัยของประธานาธิบดีที่มีทัศนะอนุรักษ์นิยมอย่างนายโดนัล
ทรัมป์ กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศยังคนเป็นชนกลุ่มชายขอบของสังคมที่ยังคงถูกเลือกปฏิบัติและกีดกันสิทธิในหลายๆ
ด้านอยู่ต่อไป
นโยบายเกี่ยวกับคนข้ามเพศในสหรัฐอเมริกาในสมัยของประธานาธิบดี
โดนัลด์ ทรัมป์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายอย่างมากจาการประกาศเคียงข้างกลุ่มLGBTในการปราศรัยของดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นปราศรัยบนเวทีประชุมใหญ่พรรครีพับลิกัน
RNC (๒๑ก.ค.๒๐๑๖)โดนัลด์ ทรัมป์เป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันเพียงรายเดียวที่ประกาศยอมรับชุมชนชาวเกย์
ขัดต่อการเคลื่อนไหวในภาพรวมของพรรครีพับลิกันอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นที่ทราบว่าพรรคอนุรักษ์นิยมอเมริกา
ปฏิเสธการแต่งงานของกลุ่มเพศเดียวกันเนื่องจากเหตุผลด้านศาสนา
โดยจากการรายงานของเดอะ ฮิล สื่อการเมืองสหรัฐฯ พบว่า โดนัลด์ ทรัมป์ได้ให้คำมั่นว่า
เขาจะปกป้องชีวิตของกลุ่ม LGBT จากการคุกคามของกลุ่ม IS
“ในฐานะที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อมาเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีก็ได้มีนโยบายกีดกันกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในกองทัพทหารสหรัฐโดยโดนัลด์
ทรัมป์ได้ให้เหตุผลที่ว่าด้วยเรื่องของค่าใช่จ่ายในกองทัพที่มีเพิ่มขึ้นจากการดูแลค่ารักษาพยาบาลของกลุ่มบุคคลข้ามเพศซึ่งไม่เป็นไปตามที่ได้กล่าวไว้ในวันปราศรัยสร้างเสียงวิภาควิจารณ์ในกลุ่มนักเรียกร้องสิทธิเป็นอย่างมากโดยแอนโธนี
ซูร์เชอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำทวีปอเมริกาเหนือ วิเคราะห์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ
กำลังเผชิญกับหลากประเด็นที่กำลังต้องการเสียงสนับสนุน เช่น
อนาคตทางการเมืองของนายเจฟฟ์ เซสชันส์ รมว.ยุติธรรม การสอบสวนกรณีแทรกแซงการเลือกตั้ง
การที่วุฒิสภาปฏิเสธร่างกฎหมายยกเลิกระบบประกันสุขภาพ และร่างกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซีย ซึ่งประเด็นเหล่านี้
อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกากำลังพยายามเปลี่ยนเรื่อง
และระดมเสียงสนับสนุนจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้เพิ่มมากขึ้นจาการกีดกันคนข้ามเพศ[6]
มีกลุ่มคนประท้วงประกาศล่าสุดเรื่องการกีดดกันผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้ารับราชการทหารของ
ประธานาธิบดีโดนัลด์.ทรัมป์ ใกล้กับสำนักงานคัดเลือกทหาร ในย่านไทม์สแควร์ของนครนิวยอร์ก
ของสหรัฐอเมริกาบุคคลวงในของทำเนียบขาวระบุว่า
นี่เป็นกลยุทธ์เก่าแก่ของพรรครีพับลิกัน คือนำประเด็นวัฒนธรรมมากระตุ้นคริสตจักร
นิกายอีแวนเจลิคัล และแย่งผู้สนับสนุนจากพรรคเดโมแครต
ซึ่งแม้ว่าในระหว่างการหาเสียงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะดูเห็นอกเห็นใจชาว LGBT
แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องการความจงรักภักดีจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เคร่งศาสนาด้วย
และในสายตาของชาวอเมริกาเองโดนัลด์เองก็ดูเหมือนจะใช้กลุ่มLGBTเป็นเครื่องมือในการหาเสียงเพียงเท่านั้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าได้เปิดรับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเพิ่มมากขึ้นแต่เพียงเท่านั้นโดยหลังจากการเลือกตั้งแล้วโดนัลด์
ทรัมป์กลับไม่ได้แสดงนโยบายหรือการกระทำใดที่เป็นการส่งเสริมกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเลยและในทางกลับกันโดนัลด์
ทรัมป์ก็ได้ออกนโยบายกีดกันคนข้ามเพศอีกด้วยเช่นในการออกนโยบายการอีกกันคนข้ามเพศในกองทับทหารสหรัฐอเมริกาที่เป็นข่าวใหญ่อยู่ช่วงหนึ่งทั้งนี้ชาวอเมริกันเองเข้าใจได้ว่าพรรคที่โดนัลด์
ทรัมป์อยู่นั้นเป็นพรรคที่ความอนุรักษ์นิยมสูงและค่อยข้างหัวโบราณและขัดต่อหลักศาสนาและความสัมพันธืต่างๆระหว่างประเทศอีกด้วย
ทำให้นโยบายส่งเสริมผู้มีความหลากทางเพศไม่เกิดขึ้นเลยในรัฐบาลของโดนัลด์ทรัมป์เลย[7]กลับมีเพียงนโยบายกีดกันผู้มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้น
สรุป
การวางรากฐานหรือนโยบายความหลากหลายทางเพศยังคงเป็นข้อจำกัดเนื่องจากหน้าที่หลักในการทำงานของรัฐบาลคือการบริหารประเทศทำให้อาจเกิดการวิจารณ์การทำงานของรัฐและทำให้คะแนนความนิยมลดน้อยลงและโดยในช่วงเวลาที่ต่างกันของทั้งสองพรรคคือพรรครีพับลิครันและพรรคแดโมแครตที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองและศาสนาที่ต่างกันทำให้ประธานาธิบดีของทั้งสองคือบารัคโอบามาในปีค.ศ.๒๐๐๙-๒๐๑๗
และโดนัลด์ทรัมป์ในปีค.ศ.๒๐๑๗-๒๐๒๐นำเดินการในทางนโยบายที่แตกต่างกันจากอุดมการณ์ของแต่ละพรรคโดยที่ในสมัยของประธานาธิบดีบารัคโอบามาได้มีการออกนโยบายที่ได้รับการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของชาวLGBTเป็นอย่างมากและยังให้ความสำคัญทางการเมืองโดยนโยบายที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วกันคือการออกกฎหมายให้ผู้ที่มีความรักในเพศเดียวกันสามารถแต่งงานและจดทะเบียนสมรสได้ถูกต้องหลักนิตินัยหรือแม้แต่อนุญาตให้บุคคลข้ามเพศสามารถเข้ารับราชการทหารได้
ทั้งนี้ที่รัฐบาลของบารัคโอบามาให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพมากนั้นอาจเนื่องมากจากบารัคโอบามาได้เป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐอเมริกาทำให้ความเข้าใจในการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพมากขึ้นนำพาไปสู่ความเข้าใจและออกนโยบายต่าง
ๆ
ที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพเป็นอย่างมากซึ่งบารัคโอบามาเองก็ได้รับเลือกเข้ามาปฏิบัติหน้าประธานาธิบดีถึงสองสมัยและได้สร้างผลงานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลข้ามเพศ
แต่ในสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กลับไม่มีนโยบายที่ส่งเริมผู้มีความหลากหลายทางเพศเกิดขึ้นเลยและยังมีการออกนโยบายกีดกันบุคคลข้ามเพศเข้ารับราชการทหารอีกด้วย
เหตุที่โดนัลด์ ทรัมป์ไม่มีนโยบายส่งเสริมผู้มีความหลากหลายทางเพศสืบเนื่องมาจากการที่พรรครีพับลิครันเป็นพรรคที่มีความอนุรักษ์นิยมสูงทำการยอมรับหรือเปิดใจให้ออกนโยบายที่ส่งเสริมกลุ่มLGBTและรวมไปถึงกลุ่มที่เลือกหรือฐานเสียงของพรรคเป็นกลุ่มเคร่งศาสนาจึงมีประเด็นทางศาสนาและเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์
ทรัมป์อีกด้วย
ทั้งนี้และทั้งนั้นการออกนโยบาลหากฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่งต้องได้รับการเห็นชอบจากที่ประชุมและจำเป็นต้องเป็นโยบายที่เป็นประโยชน์แก่คนส่วนมากการให้ข้ออ้างในเรื่องของเศรษฐกิจและศาสนาจึงได้นำมาเป็นข้ออ้างได้อย่างเป็นรูปธรรมมากนักอาจมาเหตุผลทางการเมืองอื่นแอบแฝงอยู่ในนโยบายใดนโยบายหนึ่งเช่นการที่โดนันด์
ทรัมป์ออกนโยบายกีดกันบุคคลข้ามเพศเข้ารับราชการทหารก็อาดเพื่อต้องการให้เกิดการวิภาควิจารณ์เรื่องนี้แทนการนำเนินนโยบายอื่นๆก็อาจเป็นเหตุผลได้
แต่ถึงอย่างไรนั้นประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยังถือได้ว่าเป็นประเทศที่ให้ความเป็นเสรีภาพและอิสระมากที่สุดประเทศหนึ่ง
บรรณานุกรม
ชิษณุพงศ์ นิธิวนาและ วรรณภา
ลีระศิริ
การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของผู้มีความหลากหลายทางเพศในสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดีบารัค
โอบามา (ค.ศ. ๒๐๐๙-๒๐๑๗)
BBC THAI,สหรัฐฯ ประกาศห้ามบุคคลข้ามเพศรับราชการทหาร
สืบค้นเมื่อ๒๐/๐๒/๖๓
FOR TRUMP, LGBT RIGHTS ARE FOREIGN
POLICY, NOT A DOMESTIC CONCERN The
president pledged to protect LGBT people, but instead has infringed on their
rights domestically.JARED KELLERJUN 12, 2019 สืบค้นเมื่อ๒๑/๐๒/๖๓
การประชุมวิชาการสาขานิติศาสตร์ระดับชาติครั้งที่
1 หัวข้อ “ระบบกฎหมายไทย : ปฏิรูป /
เปลี่ยนผ่าน/ ปฏิสงขรณ ั ์”วันที่ 8 มิถุนายน 2561
โรงแรมแคนทารีฮิลล์จังหวัดเชียงใหม่จัดโดย คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ “ความเสมอภาคในการสมรสของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย ,ริญญาภัทร์ณ สงขลา”
วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2560):หน้า 5
[1]
นิสิตชั้นปีที่๓
สาขาประวัติศาสตร์ ภาคสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
สงขลา
[2]
ชิษณุพงศ์
นิธิวนาและ วรรณภา ลีระศิริ
การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของผู้มีความหลากหลายทางเพศในสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดีบารัค
โอบามา (ค.ศ. 2009-2017)
[4] ชิษณุพงศ์ นิธิวนาและ วรรณภา
ลีระศิริ
การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของผู้มีความหลากหลายทางเพศในสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดีบารัค
โอบามา (ค.ศ.๒๐๐๙-๒๐๑๗)
[5] ชิษณุพงศ์ นิธิวนาและ วรรณภา
ลีระศิริ
การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของผู้มีความหลากหลายทางเพศในสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดีบารัค
โอบามา (ค.ศ.๒๐๐๙-๒๐๑๗)
[7] FOR TRUMP, LGBT RIGHTS ARE FOREIGN
POLICY, NOT A DOMESTIC CONCERN The
president pledged to protect LGBT people, but instead has infringed on their
rights domestically.JARED KELLERJUN 12, 2019 สืบค้นเมื่อ๒๑/๐๒/๖๓
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น