ศึกษาพงศาวดารเมืองถลาง
ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่มที่๖
หน้าที่ ๒๐๗-๒๑๖ ว่าด้วยเรื่องพงศาวดารเมืองถลาง
ในประชุมพงศาวดารภาคที่๒
บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พงศาวดารเมืองถลางซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือการประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก
เล่มที่๖ตั่งแต่หน้า๒๐๗-๒๑๖ มีความประสงค์ที่จะศึกษาลักษณะของหลักประเภทพงศาวดาร
และการวิพากษ์สะท้อนงานในการเขียนพงศาวดารภาคใต้ผ่านพงศาวดารเมืองถลาง
วิพากษ์ ความสำคัญของเอกสาร
พงศาวดารเมืองถลางได้รับการตีพิมพ์ละเผยแพร่หลายฉบับ ดังประกฎในฉบับประชุมพงศาวดาร
ภาคที่ ๒สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
มีพระราชเสาวนีดำรัสสั่งให้พิมพ์พระราชทานในงานศพฟักทองราชินิกูล พ.ศ. ๒๔๕๗, ประชุมพงศาวดารฉบับหอสมุดแห่งชาติ
(๒๕๐๖ : ๔๙๗ - ๔๙๘) ,ประชุมพงศาวดารฉบับกาญนาภิเษก เล่มที่๖ ในปี๒๕๔๕
ผู้เขียนพงศาวดารเมืองถลาง
รวบรวมและเรียบเรียงโดยพระยาถลาง นาย เริก
และคณะ นายเริก เป็นบุตรเขตของตระกูล ณ
ถลาง จึงได้บันทึกความเป็นมาของตระกูลเมืองถลางและผลงานสำคัญ ๆ ของบิดาคือ
เจ้าพระยาสุรินทรราชา (จัน) เอาไว้ในพงศาวดารเมืองถลางลักษณะของการบันทึกข้อมูลของผู้ที่มีประสบการณ์ในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
อายุของการเขียนหลักฐาน
พงศาวดารเมืองถลางถือเป็นนพงศาวดารภาคใต้ฉบับแรกแต่งขึ้นในปีพ.ศ.๒๓๘๔
โดยจัดพิมพ์และเผยแพร่ในประชุมพงศวดารภาคที่๒[1] พงศาวดารเมืองถลางถูกเขียนขึ้นโดยนายเริกบุตรเจ้าพระยาสุรินทราชาจางวางและผู้ที่เกี่ยวกับเชื้อสาย
ณ ถลางในคำนำเรื่องพงศาวดารเมืองถลาง ในประชุมพงศาวดารภาคที่๒ อธิบายไว้ว่า “เรื่องนี้เป็นคำให้การดูเหมือนการจะจดในรัชกาลที่๔กล่าวด้วยเรื่องเมืองถลาง
คือเกาะภูเก็จ หนังสือเรื่องนี้ได้มาจากหอพระสมุดมณฑลภูเก็จ” ลักษณะของการบันทึกในพงศวดารเป็นข้อมูลของผู้ที่มีประสบการณ์กับประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
ดังการใช้คำว่า “ขอเล่าเรื่องราวตามผู้เฒ่าเล่ามาแต่ก่อน และได้รู้ได้เห็นว่าเมืองถลางแต่ก่อนนั้น”
ตามพงศาวดารเมืองถลางนั้นในชั่วต้นไม่มีการระบุวันเดือนปีที่แน่นอน
แต่สามารถสันนิษฐานจากเหตุการณ์ได้ว่าคงจะเป็นช่วงต้นของสมัยรัตนโกสินทร์
และบอกปีบันทึกในปี พ.ศ.๒๓๔๘[2]
สภาพทั่วไปที่หลักฐานถูกสร้างขึ้น/จุดประสงค์ในการเขียนพงศวดารเมืองถลาง
การเขียนพงศาวดารเมืองถลางขึ้นนั้น เป็นไปตามสัญชาติญาณของมนุษย์อย่างหนึ่ง
กล่าวเมื่อวงศ์ตระกูลของตนประสบความสำเร็จรุ่งเรื่อง
คนในตระกูลที่มีอำนาจหรือเป็นเจ้าเมืองก็ต้องการที่จะบันทึกเรียบเรียงประวัติความเป็นมาของวงศ์ตระกูล
และกรณียกิจหรือผลงานสำคัญๆที่ทำสำเร็จไว้
จนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยแต่งตั่งให้ตนมียศถาบรรดาศักดิ์สูงขึ้นเรื่อยๆ
และความเป็นอิสระในการปกครอง เจ้าผู้ครองหัวเมืองนั้นสมัยนั้น
จึงทำให้การเขียนพงศาวดารมีความเป็นลักษณะท้องถิ่นนิยมอยู่มาก
เพราะในความเป็นจริงความผูกพันระหว่างเมืองหลวงนั้นก็เพียงแต่มีอยู่ในฐานะเจ้าเมืองและรัฐบาลกลางแต่เพียงเท่านั้น
ทำให้ได้เรียนรู้จารีตของผู้ดีส่วนกลางเนื้อหาของพงศวดารในยุคนี้จะมีเนื้อหาที่เป็นวัฒนธรรมไพร่ปรากฏอยู่มาก
แตกต่างจากพงศาวดารในยุคหลังๆ ที่จะเน้นการมีวัฒนธรรมหลวงเข้ามาในการเขียนมากขึ้นเพราะได้แนวคิดการรวบชาติเข้ามา
การเขียนพงศวาดารเมืองถลางที่เกิดขึ้นช่วงยุคแรกๆของการเขียนพงศาวดารภาคใต้จึงพิจารณาว่าควรเป็นการเขียนขึ้นในเมืองถลางดั่งปรากฏในคำนำเรื่องพงศาวดารเมืองถลาง
ในประชุมพงศาวดารภาคที่๒ อธิบายไว้ว่า “เรื่องนี้เป็นคำให้การดูเหมือนการจะจดในรัชกาลที่๔กล่าวด้วยเรื่องเมืองถลาง
คือเกาะภูเก็จ หนังสือเรื่องนี้ได้มาจากหอพระสมุดมณฑลภูเก็จ”ซึ่งได้ผนวกร่วมเข้ากับเมืองถลาง
จากกระแสความคิดของการบันทึกพงศาวดารท้องถิ่นที่เกิดขึ้นในช่างพุทธศตวรรษที่๒๔เป็นต้นมา
ในยุคนี้การเข้ามาของอังกฤษมีอำนาจเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆในคาบมหาสมุทรมลายู และพม่า ซึ่งตรงกับช่วงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์ทรงตอบโต้การคุกคามทางการเมืองโดยพยายามสร้างสำนึกแห่งเอกภาพให้เป็นสำนึกที่มีต่อแนวคิดสยามประเทศและเป็นส่งเสริมอำนาจของส่วนกลางให้เข้มแข็ง
ทำให้เนื้อหาและข้อมูลทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เคยถูกรวบรวมไว้หรือบอกเล่าแบบมุขปาถะถูกรวบรวมเข้ากับอำนาจส่วนกลาง
พงศาวดารเมืองถลางก็ได้รับอิทธิพลของอำนาจส่วนกลางนี้ด้วย
การสะท้อน
แนวคิดและวีธีการทางการเขียนในช่วงเวลานั้นของผู้เขียน (นายเริก)
ในการเขียนพงศาวดารเมืองถลางนั้นถือเป็นพงศาวดารในช่วงแรกๆของภาคใต้ของการเขียนละจดบันทึกเรื่องราวที่เกี่ยวซึ่งการปกครองซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นงานเขียนผู้มีการศึกษาหรือขุนนางข้าราชการในระยะเวลาที่บ้านเมืองเริ่มมีกาวิวัฒนาการเป็นรัฐที่มีศูนย์อำนาจทางการเมืองอยู่ที่กรุงเทพฯ
ลักษณะของงานเขียนพงศาวดารเมืองถลางนั้นมีลักษณะที่เขียนไปในเชิงบอกเล่าความเป็นมาของวงศ์ตระกูลอยู่มากเนื่องจากการได้รับยศที่สูงขึ้นของพระยาถลางนายเริก
จึงมีการนับลำดับวงศาคณาญาติเพื่อความมั่นคงและความชอบธรรมทางการปกครองว่าด้วยตนได้สืบสายมาจากวีรสตรีหญิง
ท้าวเทพกระสัตรี (จัน) ผู้มีคุณงามความดีในการปกป้องเมืองถลางจากสงคราม๙ทัพ แล้วในงานเขียนพงศาวดารเมืองถลางนั้นยังยกย่องบารมีและกรณียกิจบิดาของตนนั้นก็คือเจ้าพระยาสุรินทราชาจางวาง
ผู้ปกครองทั้งหัวเมือง๘หัวเมืองฝั่งทะเลตะวันตกอันได้แก่ เมืองถลาง เมืองภูเก็จ
เมืองตะกั่วปา เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองก็รา เมืองพังงา เมืองคูระ เมืองคูรอด นอกจากนี้ยังมีการเขียนถึงการโปรดเข้าไปให้ถวายตัวรับใช้ในราชวัง
การเขียนในลักษณะนี้นี้เป็นการเขียนขึ้นเพื่อสะนองความชอบธรรมในการปกครองของตนว่ามาการได้รับต่ำแห่นงอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดการส่งข้าราชกาลขุนนางจะรัฐบาลกลางเข้ามาปกครองเนื่องด้วยในรัชสมัยของพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการเข้ามาของอิทธิพลอังกฤษจากคาบสมุทรมลายูและพม่า
สยามจึงเริ่มที่มีการตื่นตัวในการรวบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้นเพื่อให้ชาติได้มีอธิปไตยต่อไป
พระยาถลางเริก จึงเกิดความกังวนว่ารัฐส่วนกลางจะส่งคนเข้ามาปกครองบริหารแทนตนจึงสร้างความชอบธรรมและแสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมของตนที่จะได้ครอบครองเมืองถลางภายใต้อำนาจของสยามต่อไปจึงเขียนพงศาวดารเมืองถลางขึ้น
ตามคำบอกเล่ามุขปาถะและหลักฐานเอกสารราชการเช่นที่ปรากฏคือพระราชสารตราคชสีห์
ในครั้งที่โปรดให้พระยาสุรินทราชามาจัดทางดำเนินพระราชทรัพย์ทางเขาพนมช่วงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ภาพสะท้อนการลำดับวงศ์สกุลและการยอมรับซึ่งอำนาจรัฐส่วนกลางกรุงเทพฯและเศรษฐกิจ
การสะท้อนภาพของพงศาวดารเมืองถลางยังมีการเล่าความเกี่ยวเนื่องด้วยลำดับเครือญาติและการสลับผลัดเปลี่ยนการเข้ามามีอำนาจภายในเมืองถลางทั้งปรากฎการส่งขุนนานจากรัฐส่วนกลางการมีชาวจีนเข้ามาเป็นเจ้าเมืองจากความตอนหนึ่งที่ว่า
“เมืองถลางว่าพระยาถลางค้างเซ้งชาวกรุงออกมาเป็นเจ้าเมือง” สืบทอดความเป็นเจ้าเมืองโดยสายตระกูลคนจีน
จาก พ.ศ.๒๒๓๔ ในสมัยพระเพทราชา
จนถึงพ.ศ.๒๒๗๖
รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ
จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงเจ้าเมืองถลางอีกครั้ง และการเข้าของแขกจากไทรบุรีช่วงหนึ่งที่ว่า”ผู้ร้ายยิงพระยาถลางตาย
ได้แขกเมืองไทรมาเป็นเจ้าอยู่หน่อยหนึ่ง” แขกเมืองไทรที่ว่านี้น่าจะเป็นโจรที่เข้ายึดอำนาจเจ้าเมืองจากพระยาถลางอาด
แล้วเข้ายึดเมืองถลางหวังว่าจะครองเมืองถลางอย่างถาวร แต่แล้วพระยายกกระบัตรชูทำการต่อสู้ขับไล่แขกไทรบุรีหนีห่างจากบ้านเมืองถลางไป
โดยมีคุณหญิงจัน เป็นผู้อยู่เบืองหลัง และการขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองถลางตามลำดับของตระกลูต่อไป จนมาถึงพระยาสุรินทราชาผู้เป็นบิดาของผู้เขียนพงศาวดารดังนั้นการเขียนพงศาวดารเมืองถลางจึงเป็นการเขียนเพื่อลำดับการขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองอยางชอบธรรมนั้นเอง
และมีรูปแบบงานเขียนที่ยังคงรูปแบบตำนานมุขปาถะปรากฏอยู่แตกหากจะไม่มีเรื่องราวของการอวตาลหรือเทวราชเข้ามาปรากฏในพงศาวดารเมืองถลาง
แล้วนอกจากการลำดับตระกูลเจ้าเมืองแล้วนั้นยังมีการสะท้อนทางด้านเศรษฐกิจทีมีการทำการระบบเหมาเมืองสัมปถานเหมืองแร่ดีบุกการใช้แรงงานไพร่ในเหมืองแร่และสังคมที่ยังมีระบบการสักเลกไพร่สังกัดมูลนาย
การยอมรับอำนาจรัฐส่วนกลางในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ จากที่ปรากฏในพงศาวดารเมืองถลางความที่ว่า
“ถ้าพระราชทรัพย์บังเกิดขึ้นเมืองถลางส่งไปเมืองตะกั่วทุ่ง ๆ
ส่งไปเมืองตะกั่วป่าเป็นอย่าธรรมเนียมต่อกันมาอย่างช้านาน”
สะท้อนว่าเมืองถลางเมืองตะกั่วทุ่งเมืองตะกั่วปาก็มีการยอมรับอำนาจของรัฐส่วนกลางมามานานแล้วไม่ว่าจะเกรงกลัวหรือด้วยความสัมพันธ์ทางการเมืองใด
โดยราชทรัพย์ที่ปรกกฎในพงศาวดารเมืองถลางคือแร่ดีบุก
ผ้ากระบวน ต่างๆ โดยผ่านการลำเรียงมาทางเขาศกที่อยู่เขตระหว่างจังหวัดสุราษฏร์ธานีและจังหวัดพังงาเพื่อขึ้นไปถวายเป็นราชทรัพย์ส่วนกลางในส่วนนี้เองได้มีการกล่าวถึงข้อถกเถียงกันระหว่าเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชและเจ้าพระยาสุรินทราชาถึงการเข้ามาตั้งด่านมะรุ่ยขึ้นที่ปากพนมว่าจะเป็นการกล้ำกลวมทางเขตแดนเสียหรือไม่
เจ้าพระยาสุรินทราชาจึงได้แสดงพระราชสารตราพระคชสีห์ ในพงศาวดารเมืองถลางมี การเอาสำเนาพระสารตราพระคชสีห์มาใช้เป็นเครื่องยืนยันทางอำนาจของเมืองถลาง
มีเนื้อความถึงการสั่งให้เจ้าพระยาสุรินทราชาจัดไพร่มาตั้งบ้านเรือนบริเวรปากลาวลงมาพนม
เผื่อเป็นสำนักมัดผ้าดีบุกพระราชทรัพย์ของหลวง แขวนเมืองนคร จะได้จัดส่งพระราชทรัพย์จากถลาง
ตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่งและหัวเมืองฝั่งตะวันตกได้อย่างปลอดภัย
การที่พงศาวดารเมืองถลางได้ยกเอาตราพระคชสีห์นี้มาก็เพื่อสนองความเป็นพระยาถลางอย่างชอบธรรมจากบิดาที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่ส่วนกลาง
และจากการนำเอาตราพระราชสารนี้เข้ามาเขียนไว้ในพงศาวดารก็ทำให้สามารถสะท้องสภาพทางเศรษฐกิจที่มีการค้าขายแร่ดีบุกเป็นสินค้าสำทั้งคู่ค้าที่เป็นชาวต่างชาติบ้านเมืองและการดำรงวิถีของไพร่ทาสที่มีการสักเลกเผื่อสังกัดมูลนายไว้เช่นเดียวกัน
โครงเรื่องและเนื้อหาในพงศาวดารเมืองถลาง
ในประชุมพงศาวดารภาคที่๒
ข้าพเจ้า นายเริก[3] (ฤกษ์) พ.ศ.๒๓๙๑ - ๒๔๐๕ บุตรเจ้าพระยาสุรินทราชาจางวาง[4] นายสึก บุตรพระยาถลาง
นายเสือ บุตรพระยาถลาง นายศรีทอง เป็นปลัดเมืองถลาง หลวงเพชรคิรีศรีสมุทวิสุทธิสงคราม
ปลัดเมืองถลางขอเล่าเรื่องราวตามผู้เต่าเล่ามาแต่ก่อน
จะได้รู้ได้เห็นว่าเมืองถลางแต่ก่อนนั้น จอมร้างบ้านตะเคียนเป็นเจ้าเมือง เมียจอมร้าเป็นแขกเมืองไทรชื่อหม่าเสี้ยเป็นแม่หม้ายมาอยู่เมืองถลางได้กับจอมร้างเป็นผัว
มีลูก๕คน ลูกชาย๒คนลูกหญิง๓คน หญิง๑ ชื่อจัน ได้เป็นท้าวเทพกระสัตรี หญิง๒ชื่อมุก
ได้เป็นท้าวศรีสุนทร น้องหญิง๓ชื่อ หมา น้องชาย๔ชื่ออาด
ได้เป็นพระถลางน้องชาย๕ชื่อพลเป็นขุนนาง
เมืองถลาง
จอมร้างมี่พี่น้องคนละมารดากันคือจอมเถ้าอยู่บ้านดอน ลูกหลานมะหุม[5]อยู่บ้านดอนเป็นพระยาถลางเจียนทอง [6] มีพระยาปลัดชื่อเรือง เดิมแต่ก่อนบ้านดอนและบ้านตะเคียนสามัคคีกันดี
ฝ่ายบ้านลี้พอนจอมสุรินคิดมิชอบมีตราออกมาให้จับจอมสุรินฆ่าเสียโทษเป็นกบฏต่อแผ่นดิน
เมืองถลางว่าพระยาถลางคางเซ้งมาเป็นเจ้าเมือง พระถลางอาดเป็นเจ้าเมืองขึ้น[7] ผู้ร้ายยิงพระยาถลางตาย เมืองก็ว่างอยู่
ได้แขกเมืองไทรมาเป็นเจ้าเมืองอยู่ระยะหนึ่ง
พวกถลางคิกรบแขกตั้งค่ายที่ไม้ขาวปากสาคู่ จึงตั้งตัวขึ้น
พอพระยาพิมลเป็นพระกระมาอยู่เมืองชุมพรได้กับท้าวกระสัตรี
เมื่อตอนสาวท้าวกระสัตรีได้เป็นเมียของหม่อมศรีภักดีเป็นชาวตะกั่วทุ่งมีลูกด้วยกันสองคน
หญิง๑ชื่อแม่ปรางชาย๒ชื่อเทียนได้เป็นพระยาถลางหืต ท้าวเทพกระสัตรีเป็นหม้ายจึงได้กับพระยาพิมล
มีลูกหญิง๑ชื่อแม่ทองมาได้ไปถวายตัวเป็นมารดาเจ้าครองอุบล ลูกชาย๒คน คน๑ชื้อจุ้ย
เป็นพระยกรบัตร คน๒ชื่อเนียมเป็นมหาดเล็ก ครั้งต้นแผ่นดิน
ครั้นพระยาพิมลต้องความไปอยู่เมืองพัทลุง
พระยาถลางเทียนลูกเลี้ยงฟ้องที่ถลางได้ พระยาถลางเจียนทองต้องโทษเข้าไปตายในกรุง
ที่ถลางได้พระยาถลางหืดเป็นเจ้าเมือง[8]นายเรืองเป็นพระยาปลัด
ที่ยกรบัตรได้พระยาถลางชูเป็นพระยายกระบัตร(ลูกผัวสองของท้าวเทพกระสัตรีชื่อจุ้ย)
ช่วงเวลานั้น ทั้งเจ้าเมือง ปลัด ยกรบัตรก็ได้ยศเป็นพระยาหมด
ฝ่ายเมืองภูเก็จ
หลวงภูเก็จข้างคดเป็นเจ้าเมือง แล้วได้นายศรีชายนายเวรเป็นพระภูเก็จ
แล้วได้มาบิดาหลวงปลัดอุด
เขตแดนระหว่างเมืองภูเก็ตและเมืองถลางเอาคลองน้ำเป็นเขตแดน
เมื่อก่อนเมืองภูเก็จเป็นเมืองใหญ่แต่กลับต้องมาขึ้นกับเมืองถลาง เขตแดนแบ่งดังนี้
ฝ่ายตะวันตก:หินชายพลายระโหนด ฝ่ายตะวันออก:เกาะมะพร้าว,อ่าวตันแก,แหลมหง้า,แหลมมัตผ้าเป็นแขวนเมืองภูเก็จตลอกออกไปเกาะยาว,เกาะอลัง,เกาะกล้วย,แหลมบามู,เกาะแรดนาคา,เกาะรวะ,เกาะนาร,เกาะป้าโญ้ย,เกาะชงำ,อ่าวภารามา,เกาะบาหนัต,เกาะคุลาตลอดแหลมคอเวน,ปากก็หญิก,แหลมปากพระท่าข้าม,ปากน้ำหมอน,ปากพระคนละฟากฝ่ายเมืองตะกั่วทุ่ง
ฝ่ายเมืองตะกั่วทุ่ง พระยาอินทรวงษา[9] ตั้งวังปราบที่ปลูกวังยังไม่ทันเสร็จ รู้ว่าจับพระเจ้าตากสิน
พระอินทรวงษาก็ตาย (พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ทรงโปรดให้ข้าหลวงทั้งเจ้าพระยา
พระยา ออกมาตั้งที่อยู่หลายนาย เจ้าพระยาฦๅราชนิกูลหรือพระธรรมไตรโลก[10] และพระยาพิพิธโภไคย พระยาธรรมไตรโลกตายจากศึกที่พม่า
พระยาพิพิธธโภไคยหนีมาทางเมืองพังงา จึงเรียกชื่อว่าด่านพระยาพิพิธ
เมืองตะกั่วทุ่งเอาคลองตหงิเป็นแดนคลองน้ำลำท่าคดซื่อมาเป็นฝ่ายตะกั่วทุ่ง
(ตะกั่วทุ่งกับตะกั่วป่าคนล่ะที่กัน) เมืองตะกั่วทุ่งเดิมหลวงเพชรเป็นเจ้าเมืองได้มาพระตะกั่วทุ่งขาหัก
จอมพิทักษ์พระตะกั่วทุ่งพ่อปลัดแม่เมืองแม่พระวิเศษชื่อว่าพระตะกั่วทุ่งถี
แล้วเมืองตะกั่วทุ่งได้มาแก่พระตะกั่วทุ่งชื่อขุนดำ[11] แม่ชื่อนุ้ยพ่อชื่อเหล็ก ว่าอุกมอนชาวกรุงเมื่อพระตะกั่วทุ่งตายลูกชายชื่อถินเป็นพ่อพระตะกั่วทุ่งอ่อนได้กินเมืองอยู่แม่ชื่อแม่ชีอิน เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองถลาง
คลองปากพระเป็นคนละฟากคนละแดน
ถ้าพระราชทรัพย์บังเกิดขึ้นเมืองถลางส่งไปเมืองตะกั่วทุ่ง
ส่งไปเมืองตะกั่วป่า อย่างเป็นธรรมเนียมต่อกันมาอย่างช้านานเมื่อครั้งถลางยังไม่เสียแก่พม่า
เมืองตะกั่วทุ่ง ตะกั่วปา ไชยา ชุมพร เสียแก่พม่าแล้ว ดีบุกมัดผ้าปืนขนมายังเขาศก[12] หลวงเพชรธนูแสงชาวนคร
ตั้งกองไปอุกขนเอาพระราชทรัพย์ที่ท่าเขาศกจึงมารับสั่งให้ข้าหลวงออกมาชำระหลวงเพชรธนูแสง
คนตามคลองพนมก็อพยพหนีไปสิ้น ก็เกิดเป็นป่ารกร้างขึ้น
เมื่อครั้งที่พระตะกั่วทุ่งพ่อของพระตะกั่วทุ่งถินเป็นเจ้าเมืองนั้น
มีตราโปรดให้ทำผ้ากระบวนเทศ จัดให้ย่าปู ดำ ขาวชาวเทศ อยู่ณเมืองถลางกับสเภาน้อย
พอหลวงพัทวาทีซึ้งไปอยู่ณเมืองตรังกับหลวงคลังเทศได้มากับ เครื่องถมยาราชาวดี
พระตะกั่วทุ่งคุมให้ล่องตามคลองเขาสก
เรือพระตะกั่วทุ่งล่มลงเครื่องถมยาราชาวดีหาหมดไม่ได้เอาไปถวาย
เมืองตะกั่วป่าจอมภักดีเสนาแขกเป็นเจ้าเมือง
แล้วได้แก่พระวิชิตหูหนวก แล้วได้กับหลวงตะกั่วป่าจีน
แล้วได้มากับหลวงตะกั่วป่าเป็นบุตรท่านพระยาประสิทธิสงครามจางวางซึ่งเป็นหลวงณรงค์แล้วเมืองก็ได้กับพระยาตะกั่วป่าเทศ
พอถึงพระตะกั่วป่าม่วงถูกพระยาตะกั่วป่าเกษจีนพาไปฆ่าตาย เจ้าพระยาสุรินทราชาบอกขอพระยาอินทรักษากองนอกเมืองไชยาเป็นพระยาตะกั่วป่า
แล้วเมืองก็ได้แก่พระยาตะกั่วป่าม่วงพอพระยาตะกั่วป่าม่วงตายเมืองก็ได้แก่พระยาตะกั่วป่าอุ
เรื่องราวฝ่ายตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง เมืองถลาง เมืองภูเก็จ เล่าได้แต่เพียงเท่านี้
แล้วก็มาเล่าต่อขยายครั้งตอนตัดทางมลุ่ยปากลาวท่าพนมนั้น
เจ้าพระยาสุรินทราชา[13] มีคำสั่งให้เข้าไปกรุงเทพฯ เรื่องด้วยว่าจะให้เป็นอรรคมหาเสนาเมื่อครั้งเจ้าพระยากระลาโหมแยกไปตีทัพทวายพระเจ้าสุรินทราชาเข้าไปถึงกรุงเทพฯแล้วพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองคือ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท(บุญมา)
โปรดให้อยู่ณกรุงเทพ แต่เจ้าพระยาสุรินทราชาคิดเห็นว่าอยู่เมืองนอกจะมีความสุขมากกว่า
จึงอ้อนวอนเจ้าคุณพลเทพหรือเจ้าอภัยราชา (ปิ่น) บิดาของของพระเจ้าบดินทรเดชา สิงห์
สิงหเสนี ขอกราบทูลว่าตนไม่คิดจะอยู่กรุงเทพฯ
ด้วยเหตุผลว่าตัวนั้นชราแล้วหากต้องติดตามพระเจ้าแผ่นไปไหนก็จะเป็นการลำบาก
จึงขอพระกรุณาว่าจะขออยู่เมืองนอกตามเดิม แล้วจะจัดแจงพระราชทรัพย์เมืองพังงา
เมืองถลาง เมืองตะกั่วทุ่ง
จะขนไปที่เขาศกก็ทุระกันดาร
พระราชทรัพย์ก็จะเป็นการสูญหายเป็นอันตรารายเสียหลายครั้งแล้ว เห็นว่าทางบกถึงจะช้ากว่าแต่ก็ไม่สู้กันดาร
ถึงพนมล่องตลอดลงไปถึงพุนพินตลอดไปถึงภุมเรียงที่รับส่งพระราชสารก็ยังไม่สู้กันดาร จึงขอพระราชทานช้างเกณฑ์บรรทุก เมืองนคร ๑๐
เชือก เมืองไชยา ๑๐ เชือก รวมเป็นช้า๒๐ เชือก ให้หลวงพิพิธคชกรรม์เป็นนายกองคุมช้างคอยรับส่งราชทรัพย์
มีการพระราชทานช้างที่ปากพนมปากลาวเป็นไปตามเรื่องของพระยาสุรินทราชาที่กราบทูลพระกรุณา มีแจ้งอยู่ในท้องตราพระคชสีห์[14] นั้นแล้ว ปากพนมให้ขุนทิพ ขุนเพชร ขุนศรีสงครามสามคนตั้งอยู่ ฝ่านมลุ่ยปากลาว ให้หลวงฤทธิสงครามเป็นมิแก
และที่มลุ่ยถึงปากพนมให้กับพระยาสุรินทราชา
ฝ่ายเจ้าพระยาสุรินทราชากลับออกมาถึงบ้านเมืองแล้ว จึงตั้งให้ขุนทิพเป็นหลวงรามพิไชยอยู่ที่ปากพนม
ให้หลวงรามพิไชยตัดทางตั้งแต่ปากพนมขึ้นมาถึงเมืองพังงา ให้หลวงฤทธิสงครามบอกให้คนที่มรุ่ยปากลาวให้คอยรับส่งพระราชทรัพย์ลงไปให้หลวงรามพิไชยคอยรับอยู่ที่ท่าพนม
แล้วเจ้าพระยาสุรินทราชาให้จัดตั้งด่านที่ตีนเขานางหงส์ด่านหนึ่ง
ด่านปากคาน ด่านทุ่งคา ด่านมลุ่ย ด่านปากพนม ทั้งหมดเป็น๕ด่าน
แล้วทำทำเนียบไว้ทุกด่านตามระยะทางให้ผู้คนสำหรับป้องกันพระราชทรัพย์ไว้ทุกด่าน
พระราชทรัพย์เมืองตะกั่วป่าก็ให้ล่องลงมาทางท่าเขาศก
พระราชทรัพย์เมืองพังงา เมืองถลาง เมืองตะกั่วทุ่งขนไปค้างไว้ที่มลุ่ยกว่าจะได้ช้างไปรับบรรทุก
จัดให้หลวงนาเป็นพระวิเศษสงครามจางวางด่านบก เอาขุนเพชรขุนอินเป็นปลัดคุมกองไพร่
ฝ่ายรับล่องขึ้นมารับพระราชทรัพย์ที่พนม
พระยาสุรินทราชาแต่งให้ขุนศรีสมโภชเข้าไปเฝ้าเจ้าเมืองนครว่าจะตั้งนายด่านมลุ่ยที่ปากพนม
พระยานครจึงมีคำสั่งว่า อย่าให้พระยาสุรินทราชาตั้งนายด่านเลย ท่านจะเป็นคนตั้งเอง
เนื่องจากเกรงว่าภายหน้าผู้ใดมารั้งเมืองจะเกิดความกล่ำกลวมกันได้
พระยาสุรินทราชาก็บอกไปว่าอย่าให้เจ้าเมืองนครตั้งเลย
ท่านจะตั้งไว้รับส่งพระชทรัพย์เองตามที่ได้กราบทูลพรกรุณาไว้
ด่านมลุ่ยท่าพนมก็ได้เป็นสิทธิเป็นเดิมมาคุ้มถึงตอนนี้
ครั้นให้ท่านพระยาถลางบุญคงออกมาเป็นที่พระยาถลางส้องสุมผู้คนไว้
ได้ตั้งถิ่นฐานลงฝ่ายมลุ่ยตลอดมาถึงบางเคย แต่ก่อนเป็นป่าดงดิบไม่มีผู้คน
จึงจัดให้คนไปตั้งที่ทำไร่นา ครั้งท่านพระยาไกรโกษออกมาชำระหางข้าว พณเจ้าท่านบอกว่าอย่าให้เรียกหางเข้าที่มลุ่ยได้มาจากฝ่ายเมืองถลาง
ท่านพระยาถลางก็พระราชทานได้ม่แกพระยาสุรินทราชาสือต่อมาถึงฉนี้แล้ว ถ้าไม่มีตราโปรดมา
พระยาสุรินทราชาก็ไม่ยอมเจ้าเมืองนครเช่นกัน เนื่องด้วย
ลำท่าหนทางรับส่งพระราชทรัพย์เป็นสำหรับเมืองพังงาเมืองถลาง เมืองพังงาแต่ก่อนก็ขึ้นอยู่กับเมืองตะกั่วป่า
มีเขตแดนลำคลองและเขาสองพี่น้องทั้งสองฝากเป็นเขตแดนไปถึงพระอาดเกาะยางเกาะพิงกัน พระตะกั่วทุ่งถินซึ่งเป็นพระยาตะกั่วทุ่งเป็นน้องเขยพระยาถลางบุญคงพระยาตะกั่วทุ่งถิ่นของเอาเขารายาบี้หนีปู่เหล่าป้าหยีเกาะนมสาวไปเป็นแขวงตะกั่วป่า
พระยาถลางก็ยอมให้ พระยาสุรินทราชาซึ่งเป็นใหญ่สำเร็จราชการ
ณ แปดหัวเมืองนี้
พระประสิทธิสงครามก็เป็นจางวาง(ผู้สำเร็จราชการ)แปดหัวเมืองนี้เหมือนกัน แปดหัวเมืองที่ว่านั้นก็มี เมืองถลาง
เมืองภูเก็จ เมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองก็รา เมืองพังงา เมืองคุระ
เมืองคุรอด ประมวลมาเป็นแปดหัวเมือง
เมืองก็ราเมืองพังงาเมืองคุระคุรอดก็ขึ้นกับตะกั่วป่า
รู้เรื่องราวเพียงเท่านี้แล้วท่านจะโปรด
!
เรื่องราวนี้เขียนไว้เมื่อปีฉลูตรีศก ศักราช๑๒๐๓
(ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๘๔)
ความตอนนี้ไม่ปรากฏที่มา เนื้อความเหมือนตอนแรก
สำเนาสารตราพระคชสีห์
หนังสือเจ้าพระยาอรรคมหาเสนาบดี
อภัยพริยปรากรมพาหุ สมุหพระกลาโหม
มาถึงเจ้าพระยานครศรีธรรมโศกราชชาติเดโชไชยมไหสุริยาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ
เจ้าพระยานครศรีธรรมโศกราช ในเนื้อความหนังสือกล่าวว่า
ด้วยพระยาสุรินทราชากราบทูลพระกรุณาว่าขดตัดทางขนพระราชทรัพย์ตั้งแต่ปากลาวถึงพนม
เนื่องจากหนทางใกล้กว่าทางเขาศกอยู่มาก
ท่าพนมอยู่ในเขตเมืองนครแต่เป็นป่ารกร้างไม่มีบ้านเรือนตั้งอยู่จึงโปรดให้
ขุนทิพละขุนเพชรคิรีเป็นนายกองควบคุมไพร่มาตั้งภูมิลำเนาอยู่รับรักษาทางพระราชทรัพย์
แต่ก็มีไพร่หลบหนีไปมากจึงให้ขุนทิพสมบัติ ขุนเพชนคิรีจัดไพร่ที่มีเลขจากแปดหัวเมืองมาให้ตั้งบ้านเรือนให้มั่งคั่งสมบรูณ์
แล้วจะยื่นหางว่าวให้แก่เจ้าพระยาสุรินทรราชา ผู้สำเร็จราชการทั้งแปดหัวเมือง
แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอันขาดหากหนังสือนี้ถึงมาเมื่อใดก็ให้ทำตามนี้ทุกประการ หนังสือมาตรงวันที่ ๑๒ กรกฎาคมพ.ศ.๒๓๔๗
[1]
สงบ
สงเมือง,วิวัฒนาการการเขียนประวัติศาสตร์ภาคใต้,หน้า๑๘๐
[2]
ไข่มุก
อุทยาวลี.การบันทึกประวัติศาสตร์ภาตใต้ในเอกสารประเภทพงศาวดารเมืองภาคใต้สมัยรัตนโกสิทร์ตอนต้น:ประวัติศาสตร์ภายใต้อำนาจรัฐ,วารสารรูสมิแลมหาวัทยาลัยสงขลานครินทร์
วิทยาเขตปัตตานี,หน้า๘,๒๕๔๗
[3]
สาราณุกรมวัฒนธรรมไทย
ภาคใต้เล่ม๑๒ หน้า ๕๗๒๔ “พระยาณรงค์เรืองฤทธิ์เมืองถลางได้ตั้งพระภูเก็ต เริก
เป็นเจ้าเมืองคนแรก ระหว่างปีพ.ศ.๒๓๖๗-๒๓๘๐ ในฐานะเมืองบริวารของเมืองถลาง
[4]
วัฒนธรรม
พัฒนาการทางประวัตศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดภูเก็ต,หน้า๓๓๙(จัน จันทรโรจวงศ์
ผู้สำเร็จราชการหัวเมืองฝั่งตะวันตก๘หัวเมือง พ.ศ.๒๓๒๙-๒๓๕๐)
[5]
พลาดิศัย
สิทธิธัญกิจ,ท้าวเทพสตรีท้าวศรีสุนทรวีรสตรีเทืองถลาง,หน้า๑๓๒(บุรหุมหรือมะหุบ ข้าราชการเกษียณอายุราชการแล้ว)
เป็นบุตรจอมเฒ่าบ้านดอน ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าพระยาฦาราชนิกูล
ในฐานะข้าหลวงใหญ่หัวเมืองฝ่ายตะวันตก ให้เป็นผู้ว่าราชการเมืองถลาง
ต่อมามีราชทินนามว่าพระยาณรงค์เรืองฤทธิศรีสิทธิสงคราม
อันราชทินนามเรียกเจ้าเมืองถลาง ในรุ่นต่อๆ มา
[7]
น้องชายท้าวเทพกระษัตรี
ได้รับการแต่งตั้งจากพระยานครศรีธรรมราช(หนู) ให้เป็นเจ้าเมืองถลางพ.ศ.2309-2310
ต่อมาแม่ทัพเรือไทรบุรียึดเมืองถลาง ฆ่าพระอาดเจ้าเมืองถลาง"
[8]
วัฒนธรรม
พัฒนาการทางประวัตศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดภูเก็ต,หน้า๓๓๕ กล่าวว่า
หลังจากที่ท้าวกระสัตรีแต่งกับพระยาพิมลขัน
พระยาถลางจอมร้างถึงแก่อนิจกรรมลงเป็นเหตุให้เกิดปัญหาเรื่องมรดกเมืองถลางระหว่างพระยาพิมลขันบุตรเขบกับนายอาดบุตรชายพระยาถลางจอมร้าง
นายอาดนำเรื่องพิพาทไปฟ้องเจ้านครศรีธรรมราช
เจ้านครสรีธรรมราชตัดสินให้มรดกเมืองถลางแก่นายอาด
ส่วนพระยาพิมลขันนั้นเจ้านครศรีธรรมราชตัดสินให้ไปเป็นเจ้าเมืองพัทลุง
[9]
วัฒนธรรม
พัฒนาการทางประวัตศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดภูเก็ต,หน้า๓๓๘กล่าวว่า พระยาอิทรวงศาผู้สำเร็จราชการหัวเมืองฝั่งตะวันตก๘หัวเมือง(พ.ศ.๒๓๑๙-๒๓๒๗)เป็นอัครเสนาบดีในสมัยกรุงธนบุรี
[10]
วัฒนธรรม
พัฒนาการทางประวัตศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดภูเก็ต,หน้า๓๓๘
แม่ทัพใหญ่ผู้ถืออาญาสิทธิในการหัวเมืองฝั่งตะวันตก ๘หัวเมือง(พ.ศ.๒๓๒๗-๒๓๒๘)
[11]
วัฒนธรรม
พัฒนาการทางประวัตศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพังงา,หน้า๓๕
หลังจากที่พม่าตีทัพหัวเมืองปักษ์ใต้ด้านนอกแล้วนั้น
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัยโปรดให้ตั้งแม่ตะกั่วทุ่งที่บ้านโสมและให้พระยาโลหะภูมิพิสัย(เจ้าขุนดำ)เป็นเจ้าเมืองตะกั่วทุ่ง
[12]
วัฒนธรรม
พัฒนาการทางประวัตศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดสุราษฏร์ธานี,หน้า๖๘
คลองสกหรือเขาสกแยกไปทางฝั่งขวาของแม่น้ำพุมดวงในเขตอำเภอพนม
กันพรมแดนระหว่างจังหวัดสุราษฏร์ธานีกับจังหวัดพังงา
[13]
วัฒนธรรม
พัฒนาการทางประวัตศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดภูเก็ต,หน้า๓๓๙ เจ้าพระยาสุรินทราชา(จัน
จันทรโรจวงศ์)ครั้งรัชกาลที่๑ได้เป็นพระยาราชวังเมืองในกรมช้าง
แล้วเลื่อนเป็นพระยาสุรินทรราชานราบดีศรีสุริยศักดิ์ ต่ำแหน่งคชบาล พ.ศ.๒๓๒๙
สงบ สงเมือง,วิวัฒนาการการเขียนประวัติศาสตร์ภาคใต้,หน้า๑๘๐
ไข่มุก
อุทยาวลี.การบันทึกประวัติศาสตร์ภาตใต้ในเอกสารประเภทพงศาวดารเมืองภาคใต้สมัยรัตนโกสิทร์ตอนต้น:ประวัติศาสตร์ภายใต้อำนาจรัฐ,วารสารรูสมิแลมหาวัทยาลัยสงขลานครินทร์
วิทยาเขตปัตตานี,หน้า๘,๒๕๔๗
สาราณุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้เล่ม๑๒ หน้า ๕๗๒๔
วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัตศาสตร์
เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดภูเก็ต,หน้า๓๓๙
พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ,ท้าวเทพสตรีท้าวศรีสุนทรวีรสตรีเทืองถลาง,หน้า๑๓๒
วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัตศาสตร์
เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดภูเก็ต,หน้า๓๓๕
วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัตศาสตร์
เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดภูเก็ต,หน้า๓๓๘
วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัตศาสตร์
เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพังงา,หน้า๓๕
วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัตศาสตร์
เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดสุราษฏร์ธานี,หน้า๖๘
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น