วิพากษ์หนังสือ คณะราษฎร ฉลองรัฐธรรมนูญ:ประวัติศาสตร์การเมือง หลัง2457ผ่านสถาปัตยกรรม “อำนาจ” ,ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร(2548)





          เป็นงานเขียนที่เกิดขึ้นจากการพูดคุยกันระหว่าง คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ และตัวผู้เขียนเองซึ้งทั้งสองก็เป็นผู้มีองค์ความรู้ในทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอยู่พอสมควรโดยหนังสือเล่มนี้เป็นการเขียนโดยการรวบรวมข้อมูลอย่างรวดเร็วจึงอาจมีข้อตกหล่นหรือผิดพลาดไปบ้างตามที่ผู้เขียนได้บรรยายถึงที่มาไว้ในคำนำ โดยเนื้อหาภายในจะเป็นการรวบรวมภาพถ่ายสถาปัตยกรรมในช่วงนี้ไว้ให้มากที่สุดและพร้อมด้วยการอธิบายความหมายแฝงที่มีอยู่ในสถาปัตยกรรมเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงมิติทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านสถาปัตยกรรมคณะราษฎร ทั้งที่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือถูกทำให้สูญหายไปแล้วรวมถึงสถาปัตยกรรมชั่วคราวในงานฉลองรัฐธรรมนูญในหนังสือเล่มนี้มีการแบ่งหัวข้อประเด็นต่างๆอย่างน่าสนใจออกเป็น3หัวข้อหลักๆคือ สถาปัตยกรรมคณะราษฎร:ประวัติศาสตร์ที่ถูก[ทำให้]ลืม,ลพบุรี:เมืองทหารทันสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม,งานฉลองรัฐธรรมนูญ:รัฐพิธีสำคัญของชาติในยุคคณะราษฎร โดยในการอธิบายแต่ละบทของ อาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ จะมีลักษณะที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ในการอธิบายภาพสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่มีความคิดที่เน้นไปในทางอำนาจทางการเมืองที่แสดงผ่านสัญลักษณ์ต่างๆหรือมีหลักการคำนวนตัวเลขที่มีความหมายแอบแฝงสำหรับ การตีความรูปแบบวิธีการคิดของศิลปะคณะราษฎรของอาจารย์ ชาตรี ประกิตนนทการได้ตีความ ทำให้ผู้อ่านได้มีมโนทัศน์ในการมองงานศิลปะสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่มีความเป็นไทยออยู่สูงคือมีความอ่อนช้อยปราณีตงดงามตามแบบพระบรมมหาราชวังที่ยังคงรูปแบบเดิมมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่7 แต่การที่สถาปัตยกรรมแบบคณะราษฎรเข้ามาสร้างอิทธิพลทางความคิดตามที่ อาจารย์ ชาตรี ได้พยามสื่อว่าศิลปะเกิดขึ้นจากสังคมและอุดมการณ์ในแต่ละสมัยไม่ใช่การถ่ายทอดมาจากยุคใดยุคหนึ่งอย่างเต็มรูปแบบอย่างศิลปะสถาปัตยกรรมช่างสมัยคณะราษฎรนั้นก็เพื่อที่จะต้องการลดทอนอำนาจของกษัตริย์ลงผ่านสถาปัตยกรรมคณะราษฎรที่ลดทอดความละเอียดลงและเพิ่มเติมความทันสมัยเข้ามามากขึ้นเพื่อแทนที่สถาปัตยกรรมแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เทิดทูนย่องย่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งผลให้เมื่ออำนาจของรัฐบาลคณะราษฎรมีจุดที่รุ่งเรืองและเสื่อมลงเป็นที่จางหายจากความทรงจำไปที่ละเล็กน้อยด้วยวิธีการใดการหนึ่งหรือเพราะการเวลาหรืออาจมีอำนาจอื่นที่เข้ากลับมาแทรกแซงและทำให้อำนาจทางสถาปัตยกรรมคณะราษฎรถูกทำให้ลืม
          สำหรับเนื้อหาประเด็นที่น่าสนใจ คณะราษฎรฉลองรัฐธรรมนูญ:ประวัติศาสตร์การเมืองหลัง2475ผ่านสถาปัตยกรรม “อำนาจ” อาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการได้นำเสนอในรูปแบบที่มีการยกตัวอย่างและวิเคราะห์รูปแบบสถาปัตยกรรมคณะราษฎรเป็นอย่างๆตามที่ได้แบบ่งหัวไว้แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงภาพรวมของสถาปัตยกรรมคณะราษฎรที่อาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการได้เรียบเรียงไว้ในหนังสือเล่มนี้ไว้ว่าสถาปัตยกรรมคณะราษฎรสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆตามรูปแบบงานคือ “รูปแบบสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย”และ “รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยเครื่องคอนกรีต” โดยได้อธิบายไว้ว่า “สถาปัตยกรรมที่ทันสมัยจะมีลักษณะที่เป็นตึกเหลี่ยมๆดูเรียบง่ายตรงไปตรงมาหลังคาจะเป็นทรงตัดไม่นิยมตกแต่งหรือมีรวดลายประกอบหรือหากมีก็จะเป็นในรูปแบบของเส้นตรงแนวตั้งและแนวนอน” ตัวอย่างเช่น อาคารพาณิช ถนนราชดำเนินกลาง,โรงหนังเฉลิมบุรี,ตึกฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,ตึกศาลอุทธรณ์ โดยในส่วนของสถาปัตยกรรมไทยเครื่องคอนกรีต อาจารย์ ชาตรี ได้อธิบายไว้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมไทยที่สืบทอดระเบียบวิธีมาจากยุคจารีตในอดีตโดยมีการปรับเปลี่ยนตัดทอนรายละเอียดลวดลายทางสถาปัตยกรรมลงจากแบบเดิมเหลือไว้เพียงเค้าโครงของเส้นขอบเท่านั้นและมักเป็นรูปทรงเลขาคณิตซึ่งการตัดทอนรายละเอียดนี้จะทำให้ลวดทางสถาปัตยกรรมดูแข็งมากขึ้นและเพื่อสะท้อนถึงวัสดุที่ใช่ก่อสร้างนั้นคือคอนกรีตเสริมเหล็ก รูปแบบสถาปัตยกรรมในรูปแบบนี้ที่ปรากฏ เช่น เมรุวัดไตรมิตร,เจดีศรีมหาธาตุ บางเขน,ซุ้มประตูสวัสดิโสภา  
โดยสถาปัตยกรรมทั้ง2รูปแบบมีการออกแบบที่พยามลดทอนรายละเอียดที่ซับซ้อนลงไม่นิยมเล่นลวดลายที่มากนักมักจะเป็นไปในทางที่เรียงง่ายตรงไปตรงมาละใช้วัสดุที่ทันสมัยมากขึ้นคือคอนกรีตเสริมเหล็ก แต่ก็น่าเสียดายที่สถาปัตยกรรมเหล่านี้กำลังถูกรื้อถอดออกเนื่องจากถูกมองว่าเป็นงานที่ไม่มีความสวยงามตามแบบศิลปะความเป็นไทยไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ ซึ่งแนวคิดนั้นก็ไม่ใช่ความคิดที่ผิดแต่ประการใดแต่หากว่าถ้ามองกลับไปในมิติประวัติศาสตร์ในยุคของคณะราษฎรที่กินช่วงเวลาประมาณ15ปีสถาปัตยกรรมเหล่านี้ก็ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราสามารถฉุดคิดถึงประวัติศาสตร์ที่ประชาชนได้ขึ้นมามีอำนาจในการปกครองระเบียบบ้านเมือง โดยอาจารย์ชาตรี ประกิจนนทการได้ให้ความเห็นว่าสถาปัตยกรรมเหล่านี้ถูกทำให้ลืมอาจเพื่อเหตุผลบางอย่างหรือเพื่อบิดเบือนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผลิตผลของยุคคณะราษฎรก็เป็นได้การมีมุมมองที่ลบล้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองของคณะราษฎรเกิดขึ้นจากกลุ่มทางการเมืองที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยมากขึ้นในช่วงพ.ศ.2500 หรือกลุ่มการเมืองแบบอนุรักษนิยมที่มีแนวคิดฟื้นฟูสถานภาพทางการเมืองของพระมหากษัตริย์โดยมีกลุ่มผู้นำเช่น ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ม.ร.ว. นิมิตมงคล นวรัตน์ และม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นต้น ซึ่งแนวคิดของคนกลุ่มนี้ที่มีความอนุรักษนิยมสูงนำมาสู่การพยายามทำลายคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมคณะราษฎรอีกด้วย แต่ในบทความนี้เป็นการยกแกนความคิดทางการเมืองของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เท่านั้น โดยที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ให้นิยามความสำคัญของศิลปะคณะราษฎรไว้ว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ไร้รสนิยมอย่างมากออกแบบได้อย่างต่ำทราบควรแก่การทุบทิ้งทำลาย อย่างการทุบทิ้งศาลาเฉลิมไทย เป็นต้น อาจารย์ ชาตรี ประกิตนนทการ ได้แสดงความคิดเห็นไว้ในหนังสือว่า การวัดประเมินคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมจะต้องใช้มาตรฐานหลายอย่างเข้ามาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาด้วยเสมอ โดยเฉพาะ คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งสถาปัตยกรรมเหล่านั้นสามารถสะท้อนภาพสังคมในสมัยนั้นได้ดี  และการกล่าวหาว่าสถาปัตยกรรมคณะราษฎรเป็นงานที่ต่ำทรามดูเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป โดยการออกแบบงานของสถาปัตยกรรมคณะราษฎรมักถูกอธิบายเปรียบเทียบกับสถาปัตยกรรมตะวันตกและได้จัดให้สถาปัตยกรรมคณะราษฎรเป็นงานสมัยใหม่ที่เข้ามาพร้อมกับนักเรียกนอกที่ไปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมในต่างประเทศ เช่น ม.จ.อิทธิเทพสวรรค์ กฤดากร ม.จ.โวฒยากร วรวรรณ ม.จ. สมัยเฉลิม กฤดากร อาจารย์ นารถ โพธิประสาท พระสาโรชรัตนิมมานก์ และ หมิวอภัยวงศ์ ที่สำคัญมีการจัดหมวดหมู่ตามสถาปัตยกรรมตะวันตกในยุคนั้นเช่น นีโอ-คลาสสิก,สากลสมัยใหม่  แต่อาจารย์ ชาตรี ประกิตนนทการ ได้ออกความเห็นว่าการจัดหมวดหมู่สถาปัตยกรรมคณะราษฎรตามยุคสมัยของประเทศทางตะวันตกเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเนื่องจากรากฐานทางความคิดของไทยและตะวันตกแตกต่างกันการผ่านช่วงเวลาต่างๆแตกต่างกันการนำเอาความคิดทางตะวันตกมาตัดสินสถาปัตยกรรมคณะราษฎรจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควร เนื่องจากสถาปัตยกรรมคณะราษฎรได้แฝงไปด้วยแนวความคิดความเสมอภาคและอุดมการณ์ทางอำนาจเข้าไปด้วย จากในงานเขียนของอาจารย์ ชาตรีประกิตนนนทการเองได้กล่าวว่า งานสถาปัตยกรรมคณะราษฎร เป็นงานที่มุ่งเน้นสะท้อนภาพของความเสมอภาค อันเป็น1.ในหลัก6ประการของคณะราษฎร อุดมคติดังกล่าวเน้นไปที่ความเสมอภาคความชอบธรรมในระบบการปกครองที่เดิมมีการแบ่งชนชั้นของผู้คนในสังคมอย่างชัดเจน เช่าชนชั้นของเจ้าที่มีสถานภาพสูงสุดในประเทศ คณะราษฎรจึงพยายามที่จะลดทอนอำนาจของชนชั้นเจ้าลง ในทุกวิถีทางทั้งการยกเลิกพิธีกรรมต่างๆ คำบางคำที่ใช่เฉพาะกับคนชั้นสูงก็ถูกสั่งยกเลิกไปรวมถึงด้านสถาปัตยกรรมด้วยเช่นกัน
งานสถาปัตยกรรมคณะราษฎรมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือการสร้างผ่านระบบสัญลักษณ์ที่แตกต่างจากระบบของยุคจารีต สัญลักษณ์ดังกล่าวจะเป็นการคำนานชุดตัวเลขที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคณะราษฎรเช่น เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 หลัก6ประการ ของคณะราษฎรนอกจากชุดตัวเลขที่มีความเกี่ยวข้องในงานสถาปัตยกรรมของคณะราษฎรแล้วนั้นรูปแบบที่มีความแข็งกร้าว ดุดัน และมีรูปคนเข้ามาประกอบและส่วนมากจะเป็นชาวบ้านธรรมดา ชาวนา กรรมกร โดยจะเน้นให้เห็นถึงกล้ามเนื้อที่ชัดเจน  เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนว่าประชาชนคนธรรมดาก็สามารถเข้ามามีบทบาทในการปกครองได้อย่างชอบธรรมการเข้าถึงงานสถาปัตยกรรมคณะราษฎรจึงเป็นการเข้าถึงความคิดและอุดมการณ์ที่ต้องการแสดงถึงความเสมอภาคของประชาชนชนใช้ล่างเท่านั้น งานศิลปะสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎรจึงเป็นหนึ่งในงานที่สะท้องประวัติศาสตร์ชาติไทยช่วงของการปกครองโดยประชาชนอย่างแท้จริงและลดทอนอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในช่างเวลา15ปีของคณะราษฎรที่เป็นการสะท้อนภาพพัฒนาการสังคมและการเมืองของประเทศไทยที่ไม่อาจสามารถปฏิเสธได้ว่าคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรเป็นส่วนหนึ่งในสายโซ่ทางประวัติศาสตร์ชาติและการเมืองไทยและหากเราพยายามที่จะปฏิเสธช่วงสมัยคณะราษฎรก็เท่ากันว่าเรานั้นกำลังปฏิเสธประวัติศาสตร์ของตนเองด้วยเช่นกัน
ในส่วนประเด็นที่สองที่เกี่ยวข้องสถาปัตยกรรมคณะราษฎรคือประเด็นของเมืองลพบุรี:เมืองทหารทันสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม อาจารย์ ชาตรี ประกิต นนทการได้ให้ความสำคัญประเด็นนี้ว่า เมืองลพบุรีนี้เป็นเมืองที่จอมพล ป. พิบูลสงครามมีความผูกพันด้วยและหมายมั่นที่จะสร้างสรรค์เมืองลพบุรีเป็นเมืองต้นแบบในการทหารที่ทันสมัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่2ด้วยเหตุทางยุทศาสตร์ทางทหารที่มีโรงเรียนทหารปืนใหญ่อยู่เดิมแล้วและเมืองลพบุรีนี้ก็มีที่ตั้งที่ไม่ใกล้และไกลจากทะเลมากเกินไป จึงมีความเหมาะสมที่จะสร้างเมืองลพบุรีนี้ให้เป็นเมืองทะหารที่ทันสมัยที่สุดงดงามที่สุด เป็นเหมือนเมืองในอุดมคติไม่ว่าจะเป็นทางยุทศาสตร์ทางหารหรือแม้แต่ผังเมืองที่จะทัดเทียบอารยประเทศตลอดไปถึงการสร้างสถาปัตยกรรมที่สะท้อนอุดมการณ์ชาตินิยมซึ่งอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมเหล่านี้รับมาจากผลงานที่ได้รับรางวัลประกวดประณีตศิลปกรรมในงานฉลองรัฐธรรมนูญทั้งสิ้นและเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการประกวดประณีตศิลปกรรมนั้นมีกฎเกณฑ์ที่เป็นสื่อในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้เชื่อมั่นในการเมืองระบอบใหม่และรับรู้ถึงนโยบายการสร้างชาติต่างๆ ซึ่งทั้งนี้ถือว่าความพยายามของจอมพล ป. พิบูลสงครามที่ต้องการสร้างเมืองลพบุรีให้เป็นเมืองที่ดีที่สุดในทุกด้านก็เป็นผลงานชิ้นเอกของท่านเช่นกัน และในประเด็นของงานฉลองรัฐธรรมนูญ:รัฐพิธีสำคัญของชาติในยุคคณะราษฎร อาจารย์ ชาตรี ได้ให้แนวความคิดในประเด็นของการพยามใช้งานรัฐพิธีเป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและรับรู้นโยบายของรัฐผ่านงานประณีตศิลปกรรมที่มีการจัดประกวดและการกวิเคราะห์สถาปัตยกรรมชั่วครามในงานฉลองรัฐธรรมนูญจะเหมือนว่ามีการสะท้องความคิดขอคณะราษฎรออกมาอย่างชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้ใจและเข้าถึงได้ง่ายโดยงานสถาปัตยกรรมส่วนมากจะมีการออกแบบที่มีลักษณ์ที่คล้ายคลึงกันคือพยามที่ต้องการสื่อผ่านชุดตัวเลขพานรัฐธรรมนูญหรือรูปแบบของบุคคลต่างๆ ทั้งนี้งานฉลองรัฐธรรมนูญก็ได้กลายเป็นงานฉลองประจำปีไปแต่เมื่อสิ้นสุดยุคของคณะราษฎรงานฉลองรัฐก็ถูกลดบทบาทลงแต่มีปรากฏในชื่องานอื่นๆและลดความเป็นแนวคิดชาตินิยมลงดังจะเห็นได้ในจังหวัดตรังที่มีการจัดงานอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมเป็นประจำทุกปีแต่ได้เปลี่ยนชื่อจากงานฉลองรัฐธรรมนูญเป็นงานเฉลิมพระชนมพรรษาและฉลองรัฐธรรมนูญหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่างาน เหลิม ดังนั้นงานฉลองรัฐธรรมนูญจึงเป็นงานจัดเพื่อให้ผู้คนเข้ามารับรู้รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมากขึ้นผ่านทางตังงานสถาปัตยกรรมชั่วคราวของคณะราษฎร
2
ในการศึกษาระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ของชาตรีประกิตนนทการ เป็นการรวบรวมรูปภาพถ่ายจากงานสถาปัตยกรรมสมัยคณะราษฎรแล้วตั้งตั้งคำถามว่าทำไมการเกิดขึ้นของศิลปะในงานสถาปัตยกรรมคณะราษฎรที่มีความแตกต่างจากรูปแบบของสถาปัตยกรรมสมัยจารีตถึงไม่ได้รับการศึกษาในแง่มุมทางสถาปัตยกรรมและในแง่ของประวัติศาสตร์ทั้งที่ในช่วงสมัยนั้นมีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวทางการปกครองจากจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบประชาธิปไตยทำให้ประชาชนเข้ามามีอำนาจทางการปกครองปกครองมากขึ้นโดยการศึกษาของอาจารย์ ชาตรี ประกิตตนนทการ เป็นการศึกษาจากรูปภาพและเอกสารในทางประวัติศาสตร์เข้าร่วมกับการวิเคราะห์กับบริบททางสังคมในช่วงเวลานั้นและมีการรวบรวมเอาเอกสารอ้างอิงต่างๆเข้ามาเพื่อเสริมให้งานชิ้นนี้สมบูรณ์มากขึ้นทั้งหมดนี้เป็นการใช้ระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ที่ใช้ความคิดความรู้สึกและอุดคติในงานสถาปัตยกรรมของผู้เขียนเป็นอย่างมากทำให้ งานเขียนชิ้นนี้ยังคงมีความอคติเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่บ้างทั้งนี้ทั้งนั้นผลงานการเขียนทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้เกิดขึ้นจากศึกษาอย่างไม่เป็นทางการและผู้เขียนอาจมีการอธิบายที่เกิดจากอคติทางวิชาการของผู้เขียนเช้าร่วมด้วย
3
การนำเสนอทางวิชาการของอาจารย์ ชาตรี ประกิตนนทการในงานศึกษาสถาปัตยกรรมสมัยคณะราษฎรในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ได้สร้างองค์ความรู้ที่แปลกและแตกต่างจากการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะที่เป็นแบบศึกษาองค์ประกอบแต่เพียงเท่านั้นแต่ในงานศึกษาสถาปัตยกรรมชิ้นนี้กลับเป็นการศึกษาที่ให้องค์ความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์และอุดมการณ์ทางการเมืองของคณะราษฎรที่สะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมเชิงอำนาจ การเสนอสถาปัตยกรรมในรูปแบบนี้ทำให้ทัศนคติทางประวัติศาสตร์ศิลปะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่มีการเสนอว่างานประวัติศาสตร์ศิลปะสามารถแบ่งได้ตามยุคสมัยหรือกลุ่มชาติพันธ์หรือกลุ่มช่างฝีมือต่างๆเปลี่ยนไป คืออาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการได้เสนอว่าในช่วงสมัยของ15คณะราษฎรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงครามที่มีการเสนอภาพลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมในเชิงสัญลักษณ์ที่แตกต่างจากสมัยจารีตมากขึ้นกล่าวคือการที่สถาปัตยกรรมคณะราษฎรมีการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเข้าไปในงานสถาปัตยกรรมด้วยและการที่นำเอาความทันสมัยต่างๆเข้ามาเพื่อเพิ่มให้งานสถาปัตยกรรมในสมัยนั้นแตกต่าง อาจารย์ ชาตรี ประกิตนนทการจึงมีความคิดเห็นที่ว่าศิลปะสถาปัตยกรรมคณะราษฎรควรแยกออกจากศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ทำให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆในทางประวัติศาสตร์ศิลปะและทำให้เกิดความตื่นตัวในการศึกษาองค์ความรู้ทางสถาปัตยกรรมในส่วยย่อยๆมากยิ่งขึ้นการที่มีการเสนอสมัยย่อยทางประวัติศาสตร์ศิลปะทำให้รูปแบบการศึกษาเปลี่ยนไปจากประวัติศาสตร์ศิลปะกระแสหลักที่มีการแบ่งสมัยตามช่วงเวลาและรูปแบบทางศิลปะเช่น ศิลปะสมัยทวารวดีที่เป็นการเอารูปแบหรืออิทธิพลของงานที่คล้ายคลึงกันมาเป็นตัวแบ่งแยกยุคสมัยต่างๆทั้งที่ในบางพื้นที่อาจเป็นการรับเอาเพียงตัวงานศิลปะนั้นมาเพียงเท่านั้นไม่ได้มีแนวคิดหรือรับอิทธิพลทางศิลปะมาเลยรวมทั้งบริบททางสังคมก็แต่งต่างกันไป ซึ่งต่างจากงานของอาจารย์ ชาตรี ประกิตนนทการ ที่นำเสนอว่าความเป็นเอกลักษณ์และรูปแบบบริบททางสังคมมาเป็นการแบ่งช่วงสมัยของงานศิลปะสถาปัตยกรรมทำให้สามารถมองเห็นความแตกต่างและสามารถเข้าและเข้าถึงอุดมกรณีในการสร้างงานสถาปัตยกรรมเหล่านั้นได้ดีกว่าในรูปแบบของนักประวัติศาสตร์ศิลปะกระแสหลักที่มุ่งเอาเพียงช่วงเวลาและรูปแบบมาเป็นตัวแบ่งเกณฑ์ทางการศึกษาทำให้มองข้ามการศึกษาจากบริบทสังคมไป งานของอาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ ทำให้เกิดการวิจารณ์งานทางศิลปะของคณะราษฎรมากขึ้นและนำไปสู้การศึกษาเพื่อแบ่งยุคสมัยย่อยทางประวัติศาสตร์ศิลปะต่อไป


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศึกษาพงศาวดารเมืองถลาง